พระอนุสาวรีย์และศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

นอกจากจะเป็นจังหวัดที่อุดมไปด้วยแหล่งธรรมชาติอันเป็นสถานที่ดึงดูดบรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลายหรือไม่ว่าจะเป็นศาสนสถานหรือโบราณสถานต่างๆแล้ว จังหวัดหนองบัวลำภูแห่งนี้ก็ยังเป็นดินแดนที่ได้มีส่วนหนึ่งในการจารึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทยมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาในการต่อสู้ข้าศึกเพื่อปกป้องแผ่นดินโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งที่พระองค์ได้ยกกองทัพและเสด็จมายังจังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบันนี้

หมู่เกาะระยั้ง

สัมผัสความสงบบนเกาะที่มีรีสอร์ตพักเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ขับให้บรรยากาศของเกาะระยั้งพิเศษราวกับเกาะส่วนตัวที่แวดล้อมด้วยน้ำทะเลใส หาดทรายขาวเนียนนุ่มเท้า เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของ คนรักความสงบและเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง ที่ตั้ง : อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (สวนหิน)

เป็นสวนที่มีนามเต็มว่า “สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” หรือที่ประชาชน ทั่วไปเรียกกันว่า “สวนหิน” เนื่องจากบริเวณสวนเต็มไปด้วยหินงอกที่ผุดขึ้นมาจากบริเวณเชิงเขาหินปูน ซึ่งมีหลากหลายรูปร่างและขนาดชวนจินตนาการไปต่างๆ นานากินอาณาบริเวณกว้างถึง 200 ไร่จากพื้นที่ของสวนทั้งหมด 600 ไร่ โดยหลายคนมักจินตนาการหินเหล่านี้เป็นรูปร่างของสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น รูปเสือ สิงโต ปลา ปลาวาฬ แรด ไดโนเสาร์ ฯลฯ นอกจากการชมกองหินรูปร่างชวนสนุกนึกแล้ว คุณยังจะได้เห็นต้นกาญจนิกา อันเป็นไม้พื้นถิ่นของประเทศไทยที่มีมากในจังหวัดกาญจนบุรี และพันธุ์ไม้ชนิดนี้ได้กลายเป็นต้นไม้ประจำสวนไปโดยปริยาย สำหรับสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์แห่งนี้นั้น เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2531 โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นประธานเปิดสวน เพื่อเป็นที่ศึกษาความรู้เรื่องพรรณไม้และธรรมชาติ ให้กับประชาชนที่สนใจทั่วไป

ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน

เมื่อโลกได้เข้าสู่สังคมอาเซียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่นี่จึงเปรียบเสมือนเป็นห้องสมุดแห่งการเรียนรู้ ทางด้านวัฒนธรรมไทยและอาเซียน นำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย คล้ายคลึงและโดดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมร่วมกัน จากประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาของผู้คน ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยด้วยระบบมัลติมีเดีย เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจได้ง่าย และเพลิดเพลินไปกับการเดินชมพื้นที่ต่างๆ ทั้ง 6 โซน ประกอบด้วย

วัดโอกาสศรีบัวบาน

วัดโอกาสหรือวัดโอกาสศรีบัวบาน เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองนครพนมและเป็นที่ประดิษฐานพระติ้วและพระเทียมพระพุทธรูปแฝดอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวนครพนมมาแต่โบราณ นอก จากนี้ภายในโบสถ์ยังมีภาพจิตรกรรมที่สวยงามน่าชมด้วย สิ่งน่าสนใจภายในวัด ได้แก่พระติ้วและพระเทียม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสององค์ที่มีพุทธลักษณะเหมือนกันทุกประการ แกะสลักจากไม้ตะเคียน ขนาดหน้าตักกว้าง 39 ซม. สูง 60 ซม. ประดิษฐานในบุษบกทรงปราสาทที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระประธานในโบสถ์ พระเทียมอยู่ทางขวามือของพระประธาน ส่วนพระติ้วอยู่ทางซ้ายพระติ้วและพระเทียมมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ กล่าวกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีมาแต่ครั้งอาณาจักรศรีโคตรบูรกำลังรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าศรีโคตรบูรหลวง พระองค์ทรงให้ขุดเรือโกลนเพื่อใช้เป็นเรือพระที่นั่ง เมื่อขุดเรือสำเร็จแล้ว จึงเคลื่อนเรือ ลงสู่แม่น้ำโขง โดยใช้เครื่องทุ่นแรงที่เป็นไม้หมอนกลมเล็กจำนวนหลายท่อนวางเป็นแนวใต้ท้องเรือ เพื่อช่วยชักลากเรือให้เคลื่อนไปสะดวกยิ่งขึ้น แต่ขณะเรือเคลื่อนมาถึงไม้หมอนท่อนหนึ่งซึ่งเป็นไม้ติ้วก็ไม่สามารถเคลื่อนต่อไปได้ ทั้งไม้หมอนนั้นก็กระเด็นออกไป การชักลากเรือต้องใช้ความพยายามอยู่นานจึงนำเรือลงสู่แม่น้ำได้สำเร็จ เชื่อกันว่า หมอนไม้ติ้วนั้นเป็นพญาไม้ซึ่งมีเทวดาสิงสถิตอยู่ พระเจ้าศรีโคตรบูรหลวงจึงโปรดให้นำไปแกะสลักเป็นพระติ้ว เมื่อวันอังคาร เดือน 7 แรม 8 ค่ำ ปีกุน ตรงกับ พ.ศ. 1327 แล้วจัดพิธีสมโภชเป็นพระมิ่งเมืองนครศรีโคตรบูรต่อมาในสมัยพระเจ้าขัติยวงศาบุตรามหาราชกษัตริย์องค์ต่อมา ได้เกิดไฟไหม้ในหอพระติ้ว ชาวบ้านไม่สามารถนำพระติ้วออกมาได้ จึงคิดกันว่าพระติ้วคงจะไหม้ไปในกองเพลิง พระเจ้าขัติยวงศาฯ จึงโปรดให้นำไม้มงคลมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูปขึ้นแทนพระติ้ว พระพุทธรูปองค์ใหม่นี้เหมือนพระติ้วองค์เดิมไม่ผิด เพี้ยน ในเวลาต่อมาได้พบพระติ้วองค์เดิมในลำน้ำโขง พระเจ้าขัติยวงศาฯ จึงทรงอัญเชิญมาประดิษฐานคู่กับพระติ้วองค์ใหม่ซึ่งมีพระนามใหม่ว่าพระเทียมนับแต่นั้นมา

วัดป่ากลางทุ่ง

วัดป่ากลางทุ่ง รวมวัดกลางทุ่งและวัดป่าใต้เข้าด้วยกันและตั้งชื่อว่าวัดป่ากลางทุ่ง จากหลักฐานรูปแบบศิลปะอุโบสถเก่าสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ราวปี พ.ศ. 2385 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงโถงหลังคามุงกระเบื้องไม่มีช่อฟ้าใบระกา มีชายคากันฝนด้านหน้า หน้าบรรณเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณประกอบลายช่อดอกไม้ ติดกระเบื้องถ้วยเบญจรงค์ประดับที่ดอกอันเป็นรูปแบบที่นิยมในสมัยนั้น นอกจากนี้ประตูหน้าต่างเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมตกแต่งอย่างเรียบง่าย ซุ้มประตูแต่งลายปูนปั้นเป็นรูปเทพพนม ซุ้มหน้าต่างแต่ละบานตกแต่งลายปูนปั้นต่าง ๆ กัน สีมาเป็นปูนปั้นสลักลวดลายตั้งอยู่บนฐานบัว มีเจดีย์ย่อมุมไม้ 12 ทาสีทองอยู่ 2 องค์เบื้องหน้าอุโบสถ สันนิษฐานว่าด้านในบรรจุอัฐิธาตุผู้สร้างอารามแห่งนี้ ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าและใหม่ของวัด โดยภาพผนังอุโบสถโดยรอบเขียนเรื่องพระเจ้าสิบชาติหรือทศชาติด้วยสีที่สกัดจากพืชและสารตามธรรมชาติแม้จะชำรุดทรุดโทรมลงไปก็ยังคงเรื่องราวไว้อย่างเดิม ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 ได้มีการสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้นเป็นอาคารทรงไทยหลังคามุงกระเบื้องซ้อน 2 ชั้น มีปีนกลาดลงด้านละ 2 ตับ ซุ้มประตูและหน้าต่างทรงมงกุฎ มีพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรอยู่กลางซุ้ม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปเป็นพระประธานลักษณะเช่นเดียวกับพระพุทธชินราช หน้าตัก 40 นิ้ว สูง 50 นิ้ว ผนังโบสถ์ฉาบเรียบให้ความสงบกับผู้มาเยือน และปี พ.ศ. 2545 ระหว่างโบสถ์เก่าและโบสถ์หลังใหม่ได้สร้างศาลาการเปรียญหลังใหญ่ 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูนทรงไทย เพื่อความงดงามและใช้ในงานพิธีการต่างๆของวัด

วัดตำหนักสวนขวัญศิริมังคลาจารย์

วัดสิริมังคลาจารย์ หรือวัดสวนขวัญ ที่มีนามอย่างเป็นทางการว่าวัดตำหนักสวนขวัญศิริมังคลาจารย์นั้น สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2050 ในสมัยพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิราช (พระเมืองแก้ว) กษัตริย์องค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์มังราย โดยภายในวัดมีอาศรมอันเป็นที่จำพรรษาของพระสิริมังคลาจารย์ ผู้นิพนธ์พระคัมภีร์ “มังคลัตถทีปนี” ซึ่งปัจจุบันนี้อาศรมนั้นได้ชำรุดทรุดโทรมปรักหักพังลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของปูชนียบุคคลท่านนี้ที่มีในอดีต ได้ทำให้วัดตำหนักเป็นอีกจุดหมายหนึ่งสำหรับคนรักประวัติศาสตร์และอยากต่อจิ๊กซอว์เรื่องราวในอดีตของล้านนาได้เต็มภาพมากขึ้น

พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดตราไปรษณียากร

ไปรษณีย์ไทยมีประวัติอันยาวนานและให้บริการประชาชนด้วยดีเสมอมา ค้นหาประวัติความเป็นมา และวิวัฒนาการไปรษณีย์ได้ที่ พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดตราไปรษณียากร เป็นสถานที่จัดแสดง ประวัติการไปรษณีย์ไทยและวิวัฒนาการตราไปรษณียากรไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นสถานที่จัดแสดงตราไปรษณียากรดวงแรกของไทย “โสฬศ” ในสมัยรัชกาลที่ 5 และตราไปรษณียากรต่างๆของประเทศสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์อีกด้วย ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีห้องสมุด สำหรับจัดเก็บหนังสือรวบรวมความรู้เรื่องการไปรษณีย์ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ ในบริเวณเดียวกันยังมีการจำหน่ายแสตมป์ และอุปกรณ์เพื่อการสะสมแสตมป์ บริเวณชั้นล่างของอาคารข้างๆ อาคารพิพิธภัณฑ์ มีห้องจำลองแบบสถานที่และอุปกรณ์การปฏิบัติงานของ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขสมัยโบราณ ซึ่งรับส่งธนาณัติ ขายตราไปรษณียากรและอื่นๆ บริเวณสนามด้านหน้า มีการตั้งแสดงตู้ไปรษณีย์ในสมัยต่างๆ และนำเข้ามาจากต่างประเทศให้เยี่ยมชมละลานตา

วนอุทยานภูชี้ฟ้า

ภาพของภูเขาสูงที่มีแสงอาทิตย์สีทองสาดจับยามเช้าตรู่ที่มีผืนทะเลหมอกสีขาวโพลนสุดอลังการอยู่เบื้องล่าง คือภาพของภูชี้ฟ้าที่ได้กลายสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะกับนักเดินป่าท่องธรรมชาติแล้ว ครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขาต้องได้มาเยือนภูสูงแห่งนี้เลยทีเดียว วนอุทยานภูชี้ฟ้าอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางราวๆ 1,200 – 1,628 เมตร โดยในอดีตนั้นเคยเป็นสมรภูมิรบ ที่เกิดจากความขัดแย้งทางความคิดทางการเมือง ระหว่างกลุ่มคนยึดมั่นในแนวทางคอมมิวนิสต์ และได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยขึ้น กับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องเข้าปราบปรามจนเกิดเหตุการณ์นองเลือดอันน่าสลดใจ ครั้นเรื่องราวต่าง ๆ ได้คลี่คลายหวนคืนสู่สันติสุขอีกครั้ง ความงดงามของภูชี้ฟ้าก็เริ่มเป็นที่กล่าวขาน

แหลมสนอ่อน

      ความร่มรื่นของแหลมสนอ่อนที่เรียงรายด้วยทิวสนทะเล และเป็นจุดชมทัศนียภาพที่สวยงามของทะเลสาบสงขลา ซึ่งมาพร้อมกับร้านอาหารวิวสวยมากมายในบริเวณนั้น ทำให้ที่แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และหลังจากอิ่มเอมอาหารเลิศรสเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมแวะไปสักการะอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่ประดิษฐานอยู่บริเวณปลายแหลม